admin

ไขข้อข้องใจจากชาวโลก ดาวเทียม คืออะไร

ดาวเทียมนับว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของโลกใบนี้เลยก็ว่าได้ เพราะดาวเทียมนี่แหละทำให้เทคโนโลยีด้านอวกาศก้าวหน้ามากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีด้านการสื่อสารอีกด้วย เรารู้จักเรื่องราวอีกซีกโลกหนึ่งได้อย่างรวดเร็วจนเหมือนกับอยู่ในเหตุการณ์นั้นเลยก็ต้องขอบคุณดาวเทียมนะ งั้นเรามาอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับดาวเทียมดีกว่า ดาวเทียม สัญลักษณ์ยุคสงครามเย็น ดาวเทียม เป็นเป้าหมายการพัฒนาเทคโนโลยีที่สำคัญอย่างมากในช่วงยุคสงครามเย็น ระหว่างสหภาพโซเวียต กับอเมริกาในขณะนั้น การต่อสู้แข่งขันเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีอวกาศกลายเป็นหัวข้อสำคัญของทั้งคู่ ซึ่งตอนนั้นทั้งคู่กำลังแข่งกันว่าใครจะสามารถส่งดาวเทียมขึ้นไปได้ก่อนกัน หากใครทำสำเร็จก่อนก็ถือว่าเป็นผู้นำด้านนี้อย่างแท้จริง จึงทำให้ดาวเทียมเป็นสัญลักษณ์โลกยุคสงครามเย็นยกแรกระหว่างทั้งสองด้วย ดาวเทียมดวงแรก หลังจากขับเคี่ยวกันสักพักหนึ่งระหว่างอเมริกา กับ สหภาพโซเวียต เรื่องการส่งดาวเทียมขึ้นไปในอวกาศ ปรากฏว่าสุดท้ายกลายเป็น สหภาพโซเวียต สามารถเป็นชาติแรกที่ส่งดาวเทียมขึ้นไปในอวกาศภายใต้โครงการที่ชื่อว่า ดาวเทียมสปุตนิก ในปี พ.ศ. 2500 โดยหน้าที่ของดาวเทียมดวงนี้ก็คือ การตรวจสอบการแผ่รังสีของชั้นบรรยากาศระดับไอโอโนสเฟีย ส่วนทางสหรัฐเองก็ส่งดาวเทียมขึ้นตามไปติดๆ ในปีต่อมาชื่อว่า ดาวเทียม Explorer ซึ่งจากดาวเทียมทั้งสองดวงทำให้การพัฒนาอวกาศก้าวไปไกลมากจนถึงทุกวันนี้ เนื่องจากดาวเทียมได้ทำการสำรวจเรื่องราวของอวกาศแล้วส่งกลับมาเป็นฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์จนต่อยอดมาถึงทุกวันนี้ ดาวเทียมของไทย หลังจากนั้นแต่ละประเทศเริ่มมีการตื่นตัวเรื่องดาวเทียมกันมากขึ้น เพราะดาวเทียมกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองในอนาคต รวมถึงการสร้างดาวเทียมในเป้าหมายอื่นด้วย ประเทศไทยเราก็มีดาวเทียมด้วยเหมือนกันชื่อว่า ดาวเทียมไทยคม ดาวเทียมดวงนี้เป็นดาวเทียมสำหรับการสื่อสาร สาเหตุที่ต้องมีดาวเทียมก็เพราะว่าการสื่อสารของประเทศกำลังพัฒนาไปเร็วมาก ขยายตัวเยอะ ประกอบกับการเช่าวงจรสื่อสารจากดาวเทียมประเทศอื่นแพงมาก นั่นทำให้ต้องหันมาลงทุนหาดาวเทียมเป็นของตัวเองจะคุ้มค่ากว่าในระยะยาว จนในที่สุดเราก็สามารถปล่อยดาวเทียมไทยคม 1 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2536 ได้สำเร็จ ปัจจุบันดาวเทียมดวงนี้ปลดระวางไปแล้ว ส่วนตอนนี้ไทยเราใช้ดาวเทียมไทยคม 4-8 ประเภทของดาวเทียม ดาวเทียมนั้นส่วนใหญ่จะเป็นการสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง โดยประเภทของดาวเทียมได้แก่ ดาวเทียมสื่อสาร (เน้นเรื่องการโทรคมนาคม) ดาวเทียมสำรวจ (เน้นการสำรวจทรัพยากร และสภาพแวดล้อมของโลก) ดาวเทียมพยากรณ์อากาศ, ดาวเทียมทางการทหาร (สอดแนมข้าศึก), ดาวเทียมทางด้านวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

หลักการใช้งานของกล้องโทรทรรศน์

กว่า 400 ปีที่กำเนิดกล้องโทรทรรศน์ขึ้นมา เปลี่ยนวงการดาราศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ให้กับมวลประชาชาติ เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปห้วงอวกาศของมวลมนุษย์ และการค้นพบว่าโลกเป็นเพียงเมล็ดถั่วเล็กๆ เมื่อเทียบกับดาวฤกษ์ในระบบสุริยะจักรวาลทั้งมวล

สาเหตุในการเกิดฝนดาวตกว่ามีจุดกำเนิดจากอะไร

ลองจินตนาการฝนดาวตกในแบบที่คุณคิด คุณคงคิดว่าอยู่ท่ามกลางดวงไฟแสงเล็กๆ ระยิบระยับ ตกลงปอยๆ มาทั่วทิศทางเต็มท้องฟ้า แต่ความจริงฝนดาวตกไม่ได้ตกถี่และเห็นได้ชัดท่ามกลางเมืองที่เต็มไปด้วยแสงไฟหรอก เพราะฝนดาวตกค่อนข้างอ่อนไหว

เปิดประสบการณ์เที่ยวบนอวกาศ การท่องเที่ยวแนวใหม่

พูดถึงเรื่องการท่องเที่ยวโดยเฉพาะการท่องเที่ยวแนวใหม่หลายคนคงนึกถึงแค่การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ บนโลกใบนี้ที่ชาวบ้านธรรมดาเขาไม่ค่อยได้ไปกัน ทว่าจริงๆ แล้วเวลานี้ได้มีการเปิดประสบการณ์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวแนวใหม่มาให้ผู้ที่สนใจได้ทดลอง

ทำไมถึงมองดวงอาทิตย์ด้วยตาป่าวไม่ได้

แสงพระอาทิตย์ประกอบด้วยคลื่นรังสีอัลตราไวโอเลตเป็นจำนวนมาก และมีพลังงานมหาศาลล้วนเป็นอันตรายต่อดวงตาหากว่ามองด้วยตาเปล่านานๆ เพราะรังสีที่แผ่ลงมานั้นมีความสว่างเกินกว่าที่ดวงตาเปล่าๆ จะเพ่งมองดูได้ มาดูว่าแสงจากพระอาทิตย์มีอันตรายมากเพียงใด

จริงหรือไม่ ดวงจันทร์กำลังลอยห่างจากเราไป

เรารู้กันมาตั้งแต่เด็กแล้วว่า ดวงจันทร์จัดเป็นบริวารเพียงแค่ 1 เดียวของโลก อีกทั้งดวงจันทร์ยังมีอิทธิพลต่อระดับน้ำขึ้น น้ำลงของโลกเราด้วย ช่วงหลังมีงานวิจัยออกมาบอกว่า ดวงจันทร์กำลังจะลอยห่างจากพวกเราไป เรื่องนี้มันเป็นความจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่ทฤษฏีสมคบคิดเท่านั้นเอง เรามาคำตอบกัน ดวงจันทร์ ค่อยๆ ลอยห่างจากเรา ประเด็นแรกมาทำความเข้าใจร่วมกันก่อนว่า ดวงจันทร์กำลังลอยห่างจากเราไปนั้นเป็นเรื่องจริง นักวิทยาศาสตร์ได้วิจัยค้นพบว่า ดวงจันทร์กำลังจะลอยห่างจากเราไปปีละ 3.82 เซนติเมตรจริง แม้จะไม่ได้มีระยะทางไกลมากนักแต่การสะสมเป็นเวลานานการที่ดวงจันทร์ ลอยห่างออกไปนั้นก็ส่งผลต่อโลกเราเช่นเดียวกัน ยิ่งลอยห่าง เวลายิ่งนาน เรารู้กันอยู่แล้วว่าตอนนี้ โลกของเรามีเวลา 24 ชั่วโมงต่อวัน แต่รู้หรือไม่ว่าในสมัยอดีตบรรพกาลนั้น โลกใช้เวลาเพียงแค่ 18 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น แตกต่างกันถึงเกือบ 6 ชั่วโมงเลยทีเดียว โดยระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากการที่ดวงจันทร์ออกจากโลกด้วยส่วนหนึ่ง คาดการณ์ว่าระยะทางของดวงจันทร์ที่ออกห่างจากโลกจะทำให้ 1 วันของโลกยาวนานขึ้นอีก 1/75,000 วินาทีต่อปี อาจจะมองว่าไม่มาก แต่เมื่อสะสมนานเข้าก็กลายเป็นความแตกต่างจนเห็นได้ชัดเหมือนกัน การถอยห่างเกิดขึ้นได้อย่างไร การถอยห่างของดวงจันทร์ในลักษณะนี้ เกิดขึ้นจากทฤษฎีทางดาราศาสตร์ว่า วงจรมิลันโควิตซ์ แนวคิดนี้บอกว่าดวงดาวในระบบสุริยะแม้ว่าจะมีความแตกต่างกัน แม้ว่าจะอยู่ไกลกันแต่ดวงดาวก็จะมีแรงดึงดูดเข้าหากันด้วย ซึ่งแรงดึงดูดนี่แหละจะทำให้ดวงดาวเกิดการเปลี่ยนแปลงวงโคจรของตัวเอง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นทีละนิดแต่ใช้เวลานานมากประมาณ แสนถึงล้านปีเป็นอย่างน้อยเลยทีเดียว ดวงจันทร์จะหายไปหรือไม่ คำถามสำคัญของเรื่องนี้คือว่า หากเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ดวงจันทร์จะหายไปหรือไม่ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าแม้เราจะอยู่ไม่ถึงเหตุการณ์การลอยออกไปนอกวงโคจร แต่นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่าหลังจากลอยออกไปเรื่อยๆ เมื่อถึงระยะหนึ่งดวงจันทร์จอยู่ในตำแหน่งเสถียรต่อโลก และดาวดวงอื่นและ ดวงจันทร์จะหยุดหนีจากวงโคจรอีก นักวิทยาศาสตร์บอกว่าเมื่อถึงตอนนั้นเราอาจจะมองเห็นดวงจันทร์อยู่อีกซีกโลกหนึ่งก็เป็นได้ น่าสนใจว่าเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ ดวงจันทร์จะเป็นอย่างไร อยู่ตรงไหนของท้องฟ้าแล้วดวงจันทร์จะยังมีอิทธิพลต่อน้ำขึ้น น้ำลงอีกหรือไม่ ซึ่งคงเป็นเรื่องอีกหลายล้านปีกว่าจะเกิดขึ้น น่าเสียดายเราคงอยู่ดูไม่ถึงเหตุการณ์นั้น

10 ข้อเท็จจริงสุดเซอร์ไพรส์จากดวงจันทร์ ที่คุณอาจไม่รู้

ดวงจันทร์จัดว่าเป็นดวงดาวอีกดวงหนึ่งที่อยู่ใกล้โลกมาแต่เรากลับไม่ค่อยรู้จักมันสักเท่าไร เรารู้จักดวงจันทร์ในฐานะบริวารของโลก และมนุษย์สามารถเดินทางไปเหยียบดวงจันทร์ได้แล้วโดยนีล อาร์มสตรองเมื่อปี 1969 แต่เรื่องอื่นล่ะ เชื่อว่าไม่ค่อยรู้เท่าไร วันนี้เราจะไปดูกันว่าดวงจันทร์ที่เรามองเห็นกันทุกคืนนั้นมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง ดวงจันทร์มาจากไหน คำถามแรกคือว่า ดวงจันทร์มาจากไหน เชื่อว่าหลายคนไม่รู้แน่นอน ทฤษฏีกำเนิดดวงจันทร์นั้นมีหลายอย่าง แต่เราขอหยิบทฤษฏีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดก็แล้วกัน เค้าบอกว่าย้อนกลับไปเมื่อครั้งอดีตอันแสนนาน โลกได้ถูกอุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งเข้าชน จนทำให้เกิดแอ่งขนาดใหญ่ (ต่อมาเป็นมหาสมุทร) จากการชนครั้งนั้นทำให้มีชิ้นส่วนของโลกกระเด็นออกไปสู่อวกาศ ชิ้นส่วนเหล่านั้นได้ถูกหล่อหลอมกันจนกลายเป็นดวงจันทร์ในปัจจุบันนั่นเอง ดวงจันทร์มีด้านเดียวหรือไม่ หากใครมองดวงจันทร์ทุกคืน จะสังเกตว่าเราจะได้เห็นดวงจันทร์อยู่เพียงแค่ด้านเดียวเท่านั้น จนหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าดวงจันทร์มีด้านอื่นด้วยไหม คำตอบคือมี ดวงจันทร์ก็มีด้านอื่นเหมือนกับโลกของเราเช่นกัน ส่วนที่เรามองไม่เห็นอีกด้านหนึ่งของดวงจันทร์เป็นเพราะว่า ดวงจันทร์หมุนรอบตัวเองด้วยแถมใช้เวลาเดียวกับโคจรรอบโลกคือประมาณ 1 เดือน นั่นทำให้เรามองเห็นแต่ดวงจันทร์แบบเดิมๆ ตลอดทุกคืน ปรากฏการณ์น้ำขึ้น น้ำลง ดวงจันทร์แม้ว่าจะอยู่ใกล้โลกแต่ก็มีระยะทางที่ห่างไกลพอสมควร แต่รู้หรือไม่ว่าระยะทางไกลขนาดนั้น โลกและดวงจันทร์ก็ยังมีอิทธิพลต่อกันด้วย โดยเฉพาะเรื่องของน้ำขึ้น น้ำลง ดวงจันทร์มีอิทธิพลเรื่องนี้ต่อโลก ยิ่งหากวันจันทรุปราคา ซึ่งเป็นวันที่ โลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ตั้งอยู่ในระนาบเดียวกันด้วยแล้วยิ่งส่งผลให้น้ำขึ้นมากเป็นพิเศษด้วย เลยไม่แปลกที่วันเพ็ญ (พระจันทร์เต็มดวง) น้ำจะขึ้นเป็นพิเศษ ดวงจันทร์ดวงที่สอง อีกหนึ่งการค้นคว้าน่าสนใจมากเกี่ยวกับดวงจันทร์ก็คือ โลกอาจจะมีบริวารดวงจันทร์ดวงที่สองด้วย แนวคิดนี้ถือว่าฉีกตำราที่เราเคยเรียนกันมาตลอดว่า โลกมีดวงจันทร์เป็นบริวารเพียงแค่ดวงเดียว การค้นคว้านี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1999 มีผู้ค้นพบดวงดาวขนาดประมาณ 5 กิโลเมตรเท่านั้น คาดกันว่ามันมีวงโคจรค่อนข้างกว้าง ใช้เวลาโคจรรอบโลกยาวนานประมาณ 700 กว่าปีเลย ก็ต้องมาดูกันว่าในอนาคตจะมีการค้นหาดาวดวงนี้หรือไม่ อันสุดท้าย เรามักจะคุ้นชินว่าดวงจันทร์เป็นทรงกลมแต่นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ดวงจันทร์เป็นรูปไข่มากกว่า ถ้าไม่เชื่อคืนนี้ไปสังเกตดูล่ะกัน

Neil Armstrong เหยียบดวงจันทร์คนแรก หรือ ใครๆก็ทำได้

อย่างที่เราทราบกันดีว่าชายที่ชื่อ Neil Armstrong ผู้เป็นนักบินอวกาศชาวอเมริกัน ซึ่งเขาเป็นมนุษย์โลกคนแรก ซึ่งได้เหยียบพื้นผิวของดวงจันทร์ ในวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ.1969 ทุกคนก็ย่อมจะคิดว่า องค์การ NAZA ของสหรัฐอเมริกา ได้วางแผนการเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่า Neil Armstrong จะต้องเป็นผู้ลงไปเหยียบเป็นคนแรก แต่ความจริงกลับสวนทางกับความเข้าใจของคนทั้งโลก และข้อมูลนี้พึ่งเปิดเผยออกมาเป็นครั้งแรกในปี 2018 โดยเหตุการณ์ดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงเพียงไม่กี่วินาที ก่อนช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์จะเกิดขึ้น ในวาระครบรอบ 45 ปี ของเหตุการณ์ในการสำรวจอวกาศอันยิ่งใหญ่ Buzz Aldrin หนึ่งในนักบินอวกาศที่ได้ออกไปร่วมสำรวจในครั้งนั้นด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้เขามีอายุ 84 ปี ออกมาเล่าถึงความจริงเมื่อ 45 ปีก่อนว่า เหตุการณ์ในครั้งนั้น คือ เขายังเป็นนักบินมีอายุน้อยที่สุดในยาน โดยตามกฎเขาต้องเป็นคนแรกที่ออกไปเหยียบดวงจันทร์ เนื่องจากในทุกภารกิจการทางอวกาศก่อนหน้า นักบินคนไหนมีอายุน้อยจะต้องเป็นคนออกไปในอวกาศ ไม่ใช่ผู้บัญชาการแต่อย่างใด เพราะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบภายในยาน แต่ในตอนนั้นตัวเขาเองกลับคิดสวนทางว่า ทำไมผู้บัญชาการซึ่งมีภาระรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง และแน่นอนว่าได้รับการฝึกหนักมาอย่างเข้มงวด ต้องอยู่ภายในยาน และมีเจ้าหน้าที่อย่างน้อยหนึ่งทีมของ NAZA ซึ่งเห็นด้วยกับคำพูดของ Buzz Aldrin อีกทั้งการได้ออกไปเหยียบดวงจันทร์เป็นคนแรกของโลก เป็นปฏิบัติการอันยิ่งใหญ่ซึ่งคนทั้งโลกจะต้องจารึก เพราะฉะนั้นควรให้บุคคลระดับ ผู้บัญชาการ เป็นผู้ดำเนินการ จากเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้ NAZA มอบหมายให้ Neil Armstrong ลงไปสัมผัสพื้นผิวดวงจันทร์เป็นคนแรก ก่อน Buzz Aldrin จะตามออกมาในอีก 20

Donald trump เตรียมส่งชาวอเมริกัน เหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560 นาย Donald trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ทำการแถลงข่าวใหญ่นี้ จากทำเนียบขาว ภายหลังจากการที่เขาได้ลงนามเพื่อนโยบายทางด้านอวกาศของสหรัฐฯฉบับใหม่ โดยนโยบายทางด้านอวกาศฉบับนี้ ได้รับการสนับสนุนจากทั้ง ส.ส., พรรค Republican และพรรค Democratic พวกเขาต่างสนับสนุนให้มีการส่งนักบินอวกาศไปยังนอกโลก เพื่อสำรวจอวกาศให้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่ง Donald trump บอกให้ NAZA เตรียมส่งนักบินอวกาศ เดินทางไปยังดวงจันทร์อีกรอบ โดย Donald trump กล่าวว่า การเดินทางไปดวงจันทร์ในครั้งนี้ เป้าหมายของสหรัฐฯ ไม่ใช่ไปเพียงแค่นำธงชาติไปปักหรือทิ้งรอยเท้าเอาไว้เท่านั้น แต่การเดินทางไปดวงจันทร์ในครั้งนี้ ไปเพื่อเตรียมการสำหรับอนาคตในการส่งมนุษย์โลก เดินทางไปยังดาวอังคาร หรือดาวดวงอื่นๆ … หากคุณผู้อ่านย้อนรำลึกถึงความหลัง ที่มนุษย์โลกได้ก้าวเข้าไปสู่ความยิ่งใหญ่ และประสบความสำเร็จทางเทคโนโลยีอันมีชื่อเสียงโด่งดังครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ย้อนไปในวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 เมื่อกลุ่มนักบินอวกาศจำนวนหนึ่งได้ขึ้นไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ถึงแม้เวลาอันน่าประทับใจนั้นจะเดินทางมาเป็นเวลา 49 ปีแล้ว แต่ภาพถ่ายดวงจันทร์รวมทั้งภาพถ่ายจากอวกาศอื่นๆ ก็ยังคงเป็นแรงบันดาลใจ ให้แก่คนรุ่นหลังผู้ตกหลุมรักในห้วงอวกาศอย่างถอนตัวไม่ขึ้น หลังจบภารกิจของยาน Apollo 11 ที่นำมนุษย์กลุ่มหนึ่งขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ระยะเวลา 3 ปีหลังจากนั้น NAZA ก็ทำอีก 5 ภารกิจเพื่อนำมนุษย์อวกาศขึ้นไปเดินบนพื้นผิวดวงจันทร์ และช่วงเวลานั้นกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง… ทั้งนี้ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสำรวจอวกาศของสหรัฐฯ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า การจะส่งมนุษย์เดินทางไปดาวอังคาร ซึ่งดาวดวงนี้อยู่ห่างจากโลก

5 หุ่นยนต์สำรวจดวงจันทร์

นอกจากความต้องการในการนำยานอวกาศหรือมนุษย์อวกาศขึ้นไปสำรวจบนดวงจันทร์แล้ว การส่งหุ่นยนต์อวกาศเพื่อขึ้นไปสำรวจสิ่งต่างๆ บนดวงจันทร์ก็นับว่าเป็นความสำเร็จอีกอย่างหนึ่งของมวลมนุษยชาติเลยก็ว่าได้ เหตุเพราะด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่ของดวงจันทร์